โดยเฉพาะ 2 คำที่เจอบ่อยที่สุดคือ Ceremonial Grade และ Culinary Grade วันนี้เราจะมาเทียบให้ชัดๆ ว่าไม่เหมือนกันตรงไหน
จุดเริ่มต้นที่ต่างกันตั้งแต่การปลูก
ความต่างไม่ได้เริ่มที่โรงงาน แต่มันเริ่มตั้งแต่ในไร่ชาเลย
มัทฉะแบบพิธีการ (Ceremonial) ชาวไร่จะใช้ผ้าคลุมต้นชาไม่ให้โดนแดดนานถึง 3-4 สัปดาห์ วิธีนี้ทำให้ต้นชาต้องพยายามสร้างสารสีเขียว (คลอโรฟิลล์) และสารความหวาน (L-Theanine) ขึ้นมาเยอะๆ ผลที่ได้คือใบชาจะมีสีเขียวสดและรสหวานอูมามิ
ส่วน มัทฉะแบบธรรมดา (Culinary) จะคลุมแสงแค่ 1-2 สัปดาห์ หรือบางที่ก็ไม่คลุมเลย ใบชาจึงมีรสขมและฝาดมากกว่า เหมาะกับการเอาไปกลบด้วยนมและน้ำตาล
เทียบให้เห็นภาพ: สี กลิ่น รสชาติ
ถ้าวางเทียบกันจะเห็นทันที
1. สี: เกรดพิธีการจะเขียวสว่างเหมือนหยก / เกรดทำขนมจะเขียวตุ่นๆ อมเหลือง
2. กลิ่น: เกรดพิธีการหอมหวานเหมือนสาหร่ายทะเล / เกรดธรรมดาจะมีกลิ่นหญ้าแรง
3. รสชาติ: นี่คือจุดตัดสิน เกรดพิธีการดื่มเพียวๆ แล้วหวาน มัน ครีมมี่ ไม่ต้องใส่น้ำตาลก็อร่อย / เกรดธรรมดาถ้าดื่มเพียวจะขมติดคอทันที ต้องชงลาเต้เท่านั้นถึงจะอร่อย
เลือกแบบไหนถึงจะไม่เสียดายเงิน?
อย่าซื้อแพงเกินความจำเป็น
ให้เลือก Ceremonial Grade ถ้าคุณคือ:
- คนที่ชอบดื่มชาใสๆ ไม่ใส่นม (Usucha)
- คนที่ต้องการประโยชน์เต็มๆ ดื่มเพื่อสุขภาพ โฟกัส ผ่อนคลาย
- คาเฟ่ที่อยากมีเมนูพรีเมียม ขายราคาแก้วละ 120+ ได้
ให้เลือก Culinary / Latte Grade ถ้าคุณคือ:
- สายลาเต้ ชอบมัทฉะนม มัทฉะน้ำผึ้ง
- สายทำขนม เบเกอรี่ ไอศกรีมมัทฉะ ชีสเค้ก
- เจ้าของร้านที่ต้องการคุมต้นทุนให้ต่ำกว่า 20 บาทต่อแก้ว
เคล็ดลับของร้านที่ขายดีคือ มีติดร้านไว้ 2 เกรด ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
สรุป: ของแพงไม่ได้ดีกว่าเสมอ แต่ต้องใช้ให้ถูกงาน
ไม่มีเกรดไหนดีกว่ากัน มีแค่ ใช้ถูกงานหรือเปล่า
เอาของทำขนมมาชงใส คุณจะรู้สึกว่ามัทฉะไม่อร่อยและขม
เอาของพิธีการไปทำขนม คุณจะเสียเงินแพงโดยที่รสอูมามิหายไปหมดเพราะโดนนมกลบ
ดังนั้นก่อนซื้อ ถามตัวเองก่อนว่า "เราจะชงแบบไหน?" แล้วคุณจะได้มัทฉะที่คุ้มค่าที่สุดครับ